หน้าแรก | พระเครื่องเมืองสยาม | พระเครื่องและการรับประกัน | เว็บบอร์ด - กระดานสนทนา | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา
 
เมนูหลัก
  หน้าแรก
  พระเครื่องเมืองสยาม
  "หวน...รำพึง"
  ติดต่อเรา 089- 0640559 ,081 - 9088203
  " ราคา..พระ "
  " ขุนเขา "
  Jeenlear@hotmail.co.th
  หมวดหมู่พระเครื่องทั้งหมด
  Gallery รวมรูปภาพ

หมวดหมู่พระเครื่อง
  พระสมเด็จวัดระฆัง (98)
  พระสมเด็จวัดเกศไชโย (18)
  พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (57)
  พระสมเด็จพุฒาจารย์โต (134)
  พระสมเด็จปิลันทน์ (12)
  พระวัดท้ายตลาด (10)
  พระกำแพงซุ้มกอ (22)
  พระสมเด็จนางพญา (44)
  พระกรุเนื้อชิน(พระหูยานลพบุรี) (12)
  พระกรุเนื้อชิน(พระอัฏฐารส) (14)
  พระกรุเนื้อชิน,ดิน(พระพิมพ์พระร่วงยืน) (20)
  พระกรุเนื้อชิน,ดิน(ปางลีลา) (28)
  พระกรุเนื้อดิน,ชิน(พระกำแพง,พระร่วงนั่ง) (31)
  พระสมเด็จหลวงปู่อ้นวัดบางจาก (4)
  พระหลวงปู่ปั้นวัดสะพานสูง (5)
  พระเครื่องหลวงปู่นาค วัดระฆัง (6)
  พระสมเด็จ พิมพ์โบราณ วัดระฆัง (75)
  พระพิมพ์ขุนแผน สมเด็จโต (10)
  พระเทริด ขนนก (3)
  พระชินราชใบเสมา (10)
  หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน (15)
  พระแม่ย่า (2)
  พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง (6)
  พระท่ากระดาน (2)
  พระสกุลลำพูน (9)
  หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ (9)
  หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค (2)
  เขี้ยวเสือ หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน (2)
  หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว (6)
  หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ (19)
  หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า (8)
  หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง (3)
  หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ (1)
  พระเกจิ (5)
  วัดระฆังหลังฆ้อน (1)
  ลิงหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว (1)
  หนุมานหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน (1)
  ตะกรุดพิศมร หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย (1)
  พระสมเด็จอรหัง (2)
 
 
พระสมเด็จวัดระฆัง
 
ค้นหาพระเครื่อง:
 

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่(0220)

 

"เบื้องหลังพายุที่รุนแรง คลื่นลมย่อมสงบ" ออกภรรษาปีนี้น้ำท่วมใหญ่ อดทนเอาไว้ฝ่าฟันคลื่นลมไปให้ได้ ฟ้าหลังฝนนั้นสดใส หวลนึกถึงคำบริกรรมของหลวงปู่ คำคนิง จุลมณี ได้ว่า อด อัด อุด บริสุทธิ์ในธรรม สามคำแค่นี้ลึกซึ้งเหลือเกินมากมายเกินกว่าคำอธิบายจริงๆ เมื่อใดที่นึกถึงคำว่าอดทนก็มักจะนึกถึงคำบริกรรมสามคำนี้ของหลวงปู่ขึ้นมาทันที ยอดพระอริยะแห่งลุ่มแม่น้ำโขงสุดยอดของนักบำเพ็ญภาวนา หลวงปู่คำคนิงนั้นท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ในยุคเดียวกันกับ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค หลวงพ่อฤาษีลิงดำศิษย์หลวงพ่อปานได้เขียนหนังสือถ่ายทอดเอาไว้ว่า เมื่อครั้งหลวงพ่อปานพาบรรดาศิษย์ออกธุดงค์ภาคอีสาน และได้พาไปพบกับพระประหลาดที่มีผมและหนวดเครายาวและนุ่งห่มผ้าสีออกดำคร่ำคร่า หลวงพ่อปานและพระประหลาดได้ประลองวิชากันจนท้องฟ้าครั่นครื้นกัมปนาทหวั่นไหว แต่ต่างไม่มีรูปใดเหนือกว่ากันท้ายสุดก็นั่งลงหัวเราะร่าด้วยกัน หลวงพ่อปานกล่าวว่าพระประหลาดรูปนี้เป็นเพื่อนของท่าน มีชื่อว่าหลวงปู่คำคนิง จุลมณีนั่นเอง  

        เมื่อครั้งไปท่องภาคอีสานก็ได้ไปนมัสการสังขารของท่านที่ไม่เน่าเปื่อยอยู่ในโลงแก้ว ณ วัดถ้ำคูหาสวรรค์ โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ได้ศึกษาประวัติของพระนักบำเพ็ญองค์นี้แล้วน่าทึ่งมาก ท่านจะนั่งสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำ หากญาติโยมจะนำอาหารไปถวายก็ให้วางไว้หน้าถ้ำ มีอยู่หลายครั้งที่ญาติโยมนำอาหารไปถวายแล้วยังเห็นอาหารที่มาถวายครั้งก่อนยังคงอยู่ที่เดิม หลายวันเข้าก็เป็นห่วงคิดว่าหลวงปู่จะเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเปล่า ก็พากันเข้าไปในถ้ำ เห็นท่านนั่งสมาธินิ่งไม่ไหวติงด้วยเป็นห่วงว่าท่านจะเจ็บไข้สบายดีอยู่หรือเปล่าก็เลยเรียกท่าน เรียกท่านอยู่พักใหญ่หลวงปู่ท่านก็ลืมตาขึ้นมาและกำชับกำชาว่าไม่ต้องเป็นห่วงท่าน ต่อไปหากเห็นท่านเข้าสมาธิอยู่ห้ามญาติโยมเรียกท่าน มีอยู่คราวหนึ่งท่านไม่ออกมาฉันอาหารเป็นเวลานานมาก จนคิดว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้นกับท่านเป็นแน่ ก็เลยชักชวนกันเข้าไปหาท่านในถ้ำด้วยอาการอันสงบ ส่องไฟไปก็เห็นท่านนั่งสมาธิสงบอยู่แต่ที่ตักของท่านนั้นมีงูใหญ่สีดำมะเมื่อมเอาหัวเกยที่หน้าตักของหลวงปู่อยู่ เห็นเท่านั้นละครับต่างพากันโกยหน้าตั้งจนถ้ำแทบแตกเลย หลวงปู่คำคะนิงนี่ท่านเคยเข้าสมาธิภาวนาจนกระทั่งปลวกมาทำรังห่อหุ้มร่างกายของท่านสูงจนเกือบท่วมปิดปากปิดจมูก จนญาติโยมมาเห็นก็พาร่างของท่านมานอนหยอดน้ำหยอดข้าวต้มอยู่หลายวัน ครั้นพอท่านลืมตาขึ้นมาก็พูดว่าแหม!เกือบสำเร็จแล้ว นี่เป็นดังนี้หลวงปู่นี่ วิชาเช่นนี้มีอยู่จริงนะครับเขาเรียกว่าอภิญญาญาณ เป็นคนละแบบอย่างกับสุขขะวิปัสสโกแบบสมถภาวนาเจริญศิล ปัญญา สมาธินะครับ

      พญานาคมีจริงหรือไม่?เทพเทวดา,วิญญาณหรือภูตผีมีจริงหรือไม่? บุคคลที่เคยสัมผัสได้รู้ได้เห็นด้วยตนของตนว่ามีอยู่จริง แต่สำหรับผู้ไม่เคยรู้เคยเห็นไม่เคยสัมผัส ก็ว่ามีอยู่ไม่จริงเหลวไหลไร้สาระและน่าขบขัน มองขึ้นไปบนฟากฟ้า มนุษย์ต่างดาวมีจริงไม๊?โลกอื่นๆนอกจากโลกของเรามีอยู่อีกหรือไม่?อย่าลืมไปว่าแกแลคซี่ในจักรวาลนี้มีมากมายเหลือคณานับ ในเมื่อมีโลกของเราอยู่ในแกแลคซี่นี้ได้ ในแกแลคซี่อื่นๆก็ย่อมมีได้แน่นอน อย่าเพิ่งดูแคลนสิ่งที่เรายังไม่รู้ยังไม่เคยเห็น นักวิทยาศาสตร์คิดค้นคว้าสิ่งต่างๆในโลกในจักรวาล ก็เพื่อศึกษาสิ่งต่างๆซึ่งล้วนมีอยู่แล้วเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้นจริงไหม? 

                     พระเครื่องพระสมเด็จฯที่คล้องห้อยติดคออยู่ก็เป็นวัตถุภายนอก มวลสารต่างๆที่รวมประกอบขึ้นเป็นองค์พระนั้น ล้วนเป็นมวลสารที่กำเนิดขึ้นบนโลกนี้ทั้งสิ้น แล้วพระสมเด็จฯที่สมเด็จเจ้าพระคุณพระพุฒาจารณ์ โตพรหมรังสีท่านบรรจงสร้างขึ้นมาแจกแก่บรรดาญาติโยมเราท่านทั้งหลายนั้น โดยนัยแล้วท่านต้องการบอกอะไรกับเรา บอกว่าเป็นพระแท้หรือว่าพระปลอมหรือเปล่า บอกว่าเป็นแม่พิมพ์ของท่านหนึ่งท่านใดหรือเปล่า แล้วใครเป็นคนกำหนด มีหลายๆท่านถามว่าทำไมไม่ส่งพระเข้าประกวดบ้าง ตอบได้ทันทีเลยว่าเพราะผมไม่ต้องการให้ผู้ใดมากำหนด ในสมัยที่ยังเป็นเด็กๆมีผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นปู่่รุ่นลุงถามว่า ไอ้หนูเอ็งเก็บพระอะไรว๊ะหยิบให้แกชมดูแกก็บอกว่า ไอ้หมอนี่ฉลาดนะเก็บพระกรุนี่ สมัยก่อนนี่พระกรุที่นอกเหนือจากพระเบญจะแล้วที่เหลือจะเป็นพระที่สนนราคาแทบไม่มีเลย แล้วท่านผู้ใดเป็นคนกำหนด ไม่สนละครับเพราะผมสนใจในพระพุทธคุณ พุทธาณุภาพที่เข้มขลังในองค์พระนั้นๆเสียมากกว่า ที่ล่วงรู้ถึงพุทธาณุภาพในองค์พระได้ก็เพราะดันทะลึ่งไปปลุกพระเป็นตั้งแต่ยังเด็กๆอยู่ รุ่นผมเด็กๆเขาเรียกกันว่าปลุกพระ ในสมัยนี้เขาเรียกกันว่าจับพลัง ก็ว่ากันไปจะเรียกกันว่าอย่างไรก็ตามแต่ กรรมวิธีของวิชานี้มันมีอยู่จริงนะครับมีมาแต่โบราณกาลแล้ว ใครไม่เชื่อว่ามีอยู่ไม่จริงเพราะทำไม่เป็นก็อย่าทะลึ่งบอกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระน่าขบขันไปเสียละ อย่าลืมไปว่า พระที่ท่านห้อยคออยู่นั้นนะเป็นของเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาจากคนโบร่ำโบราณทั้งนั้นจริงไหม ที่ผมปลุกพระเป็นนั้นก็เพราะว่าอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กๆ แต่ก็มีมูลเหตุปัจจัยหลักเลยนั้นก็คือ เมื่อครั้งยาย(แม่ของแม่นั้นน่านะ)ได้คลอดลูกคนสุดท้อง(น้องของแม่เรียกว่าน้า นั้นน่านะ)พอคลอดน้าแล้วยายแกก็เดินไม่ได้เลยเป็นอัมพาตไปเลย รักษาหมอแผนปัจจุบันอย่างไรก็ไม่หาย(ตาเป็นทหารเรือ,ลูกเมียรักษาฟรีหมด)นี่ในแง่ของจิตวิทยาแล้วรู้ในทันทีเลยว่าจน หรือว่ายากจนนั้นน่านะ ภาษาพูดกับภาษาเขียนนี่อรรถรสมันต่างกันลิบ คุยกันมันกว่าเยอะว่างั้นเถอะนะ เอ้า!เข้าเรื่องทีนี้ก็เลยไปหาหมอทางเลือก (หมอน้ำมนต์,น้ำมันว่างั้นเถอะแหม!เล่นใช้คำพูดซะหรูเลย ทำไมคนสมัยก่อนเขาไม่พูดกันนะเราจะได้ทันสมัยตั้งแต่เด็กๆภาษาไทยเหมือนกันแท้ๆ)เอ้า!เข้าเรื่องไปเหยียบน้ำมันก็เลยหายลุกยืนเหินเดินได้ ไปให้หลวงปู่เหยียบน้ำมันสามครั้งเท่านั้นแหละแปลกดี แต่เป็นจริงเรียกว่าแปลกแต่จริง ทีนี้บรรดาลูกหลานพอมีปัญหาอะไรก็หลวงปู่อย่างเดียว ที่ปึกปั้กเลยนั้นก็คือน้าของผมต้นเหตุการเป็นอัมพาตของยาย และด้วยความที่เป็นคนมีฝีไม้ลายมือดีก็เลยกลายเป็นมือลงเข็มสักยันต์ให้กับหลวงปู่ไปเลย ผมเองก็ได้ติดสอยห้อยตามไปด้วยเลยได้รู้ได้เห็นเขาลงของปลุกของกัน ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กๆว่าปลุกอย่างไรของมันขึ้นอย่างไร ก็เลยไปหยิบพระในหิ้งพระของพ่อมานั่งพนมมือลองปลุกดู เล่นซะสี่ชั่วโมงกว่าจะขึ้นได้ ดิ้นเสียมุ้งขาดเป็นรูเบ่อเริ่มโดนแม่ฟาดซะด้วยไม้เรียวของเขิงกระจายเลย ร้ายแรงมากไม้เรียวของแม่นี่ นี่มันก็เริ่มมาตั้งแต่ตรงนี้แล้วพอพบเห็นอะไรก็ปะฉะดะ แม้แต่กระดูกผีก็เคยปลุก พระประธานในโบสถ์เก่าๆก็ลองมาแล้วเพราะอยากรู้ว่าแรงขนาดไหน เล่นเอาตาแดงกล่ำเป็นนกกระปูดไปเลย มาหยุดเลิกปลุกเอาตอนอายุยี่สิบห้าตอนจะบวชเอานี่เองนะครับ พอแล้วรู้แล้วเข้าใจถ่องแท้แล้ว ก็กว่าจะวางได้นี่ก็เล่นเอาประสาทแทบเสียไปเลย ก็มันไม่ได้ปลุกพระอย่างเดียวมันดันไปนั่งสมาธิด้วยแต่ผิดวิธี เห็นโน่นเห็นนี่ไปเรื่อย ทั้งนี้ก็เพราะการปลุกพระนั้นต้องใช้สมาธิในการกำหนดจิตจรดจ่ออยู่กับองค์พระนั้นๆ สนุกมากในตอนนั้นนะเพราะการนั่งสมาธิวิธีนี้ได้เห็นโน่นเห็นนี่ อยากรู้อยากเห็นสิ่งใดก็เข้าที่สมาธิกำหนดจิตอธิฐานขอเอา วิชานี้หากไม่มีครูผู้รู้คอยประคองหรือสติที่เข้มแข็งแล้วละก็มีสิทธิ์เป็นบ้าได้ง่ายๆเลย เพราะมันสนุกและเพลิดเพลินทำให้หลงไหลได้ง่ายๆ วิชานี้มาทราบเอาภายหลังจากที่มอบตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำแล้ว เรียกว่าวิชามโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจนั่นเองวิชาของท่านดีกว่าที่เราเคยทำเยอะ เพราะมีแนวทางปฏิบัติที่แน่นอนไม่สะเปะสะปะแบบเรารู้เองเห็นเอง เรื่องปลุกพระนั้นเคยมีผู้กล่าวในเชิงเย้ยหยันว่า"ก้อนหินก็ปลุกขึ้น"อันนี้เรื่องจริงนะครับปลุกขึ้นจริงๆ แต่ความสามารถในระดับนี้จัดว่ายังอ่อนหัดอยู่ยังรู้น้อย เพราะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าความรู้สึกเช่นนี้คืออะไร คงกระพันชาตรีมหาอุตม์เป็นเช่นไร เมตตามหานิยมเป็นเช่นไร แคล้วคลาดเป็นเช่นไร พระอธิษฐานเป็นเช่นไร ปลุกขึ้นแล้วพระพุทธคุณเข้มขลังรุนแรงหรือไม่ ผู้ที่มีความชำนาญแล้ว สามารถปลุกพระได้โดยไม่ต้องสัมผัสเลยก็ได้ แค่เพ่งมองแล้วใช้จิตก็ได้ แล้วผลที่ได้ละมันจริงแท้ขนาดไหน?ขึ้นอยู่กับจิตหรือพลังจิตของเราว่ามันจริงแท้ขนาดไหน มันสงบนิ่งหรือสกปรกขนาดไหน จิตไปดูถูกดูแคลนพระที่จะปลุกว่าไม่น่าจะแท้เวลาปลุกแล้วมักจะปลุกไม่ขึ้น ดูว่าแท้เห็นแล้วชอบเอาเหอะปลุกอย่างไรก็ขึ้นแล้วขึ้นแรงเสียด้วย ผมเคยเจอประเภทแบบญาณลงองค์เข้าแล้วดูพระก็มี เห็นหน้าปุ๊ปก็บอกปั๊ปได้ทันทีเลยว่าไม่ชัวส์เสร็จผมแน่ แล้วก็จริงมีน้องๆเล่าให้ฟังว่าเคยไปลองกันมาแล้วนำพระไปให้ญาณลงองค์เข้านี่ดูให้ครั้งละหลายๆองค์ ก็มีทั้งดีและไม่ดีพระที่ถูกคัดออกนี่พอครั้งหลังผสมปนเปให้เข้าไปดูใหม่กลับบอกว่าดีแท้ เอ๊!แล้วเราจะเชื่อได้ไหมนี่ว่ามันจริงเท็จอย่างไร ตอบว่าจริงก็ได้ไม่จริงก็ได้เพราะว่าการกำทำอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับจิตในขณะนั้นว่าจิตมันสงบขนาดไหน หากจิตของเขาสงบเยือกเย็นดีผมก็เชื่อว่าเขาน่าจะทำได้ แล้วมันหน้าที่อะไรกันเล่าที่จะต้องไปตามดูว่าจิตของเขาสงบเยือกเย็นเมื่อไหร่เวลาไหน มีอีกผู้หนึ่งท่านผู้นี้ผมรู้จักเพราะเมื่อครั้งเป็นนักเรียนช่างฝีมือทหารอยู่ ท่านเป็นอาจารย์สอนอยู่ในโรงเรียนช่างฯ ท่านชื่อว่าอาจารย์เสน่ห์สอนวิชาไฟ้ากำลัง ในขณะนี้ทราบว่าท่านมาสอนในโครงการณ์พระดาบษในวังแล้ว บุคคลิคท่านอาจารย์จะเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและจะบำเพ็ญภาวนาสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด วิธีการดูพระของท่านอาจารย์เสน่ห์ใช้จดจำองค์พระแล้วนึกน้อมเข้าไปในจิต พอคลายจากสมาธิก็จะบอกข้อเท็จจริงได้เลย แท้จริงแล้วท่านรู้ตั้งแต่พระคล้องอยู่ในคอแล้วละครับ เพราะหากผู้ใดพกพาพระที่มีพระพุทธคุณสูงๆนี่จะมีรัศมีเป็นประกายผ่องออกมาสำหรับผู้นั่งสมาธิอยู่นี่สามารถรู้ได้เลยละครับ ผมเองก็เคยเจออยู่เหมือนกันครับคือเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนช่างฯยืนเข้าเวรอยู่ อาจารย์ท่านเดินก้มหน้าก้มตาผ่านไปแล้วหันหน้ากลับมามองหน้าผมเฉยๆไม่พูดจาอะไร ว่าเออ!ม้าไม่กินเนื้อม้านะอาจารย์ สำหรับท่านนี้ผมเชื่อว่าของจริงแน่ๆลบหลู่กันไม่ได้นะจ๊ะ  

                 แล้วสำหรับผมเองส่วนตัวแล้วไม่ได้ดูพระสมเด็จฯในลักษณะต้องปลุกพระ นอกเสียจากทำโชร์อ๊อฟให้น้องๆที่มาดูพระกันที่บ้านชมกัน ว่ามันมีอยู่จริงทำได้จริงวิชานี้จะได้ไม่สูญสลาย แต่ไม่สอนให้ใครเพราะตัวเองกว่าจะวางได้ก็อย่างที่ว่าละเล่นเอาประสาทแทบเสียไปเลย สู้แบบใช้วิธีนึกน้อมเข้าไปในจิตไม่ได้เมื่อกำหนดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกายแล้ว ภัยเวรต่างๆจะเข้ามารบกวนไม่ได้แล้วก็อธิษฐาณขอเอา ปราถณาสิ่งใดก็ขอเอาฝึกเอาแต่ต้องตรึกนึกอยู่แต่ในกายของเราเท่านั้นห้ามส่งจิตออกภายนอกกาย นี่ใช้หลักของสุขขะวิปัสโกเป็นสมถจิตจะสงบนิ่งเยือกเย็นนี่ผู้รู้อยู่ตรงนี้อยู่ในกลางของกลาง ไม่ใช่เตวิชโชจิตจะโลดโผนหากจะใช้วิธีนี้ต้องมีผู้รู้ครูบาอาจารย์คอยประคับประคองและต้องมีสติที่เข้มแข็งนี่จะไปทางฤทธิ์ เลือกเอาไปฝึกเอาเองใครทำใครได้ นี่ดูพระวิธีนี้ได้บุญได้กุศลด้วย เพราะใช้หลักปฏิบัติอาณาปานุสสติกัมมัฏฐานกำหนดจับกองลมตั้งแต่รูจมูกหญิงซ้ายชายขวา เลื่อนไปหัวคิ้ว หน้าผาก ใจกลางกระโหลกส่วนนอก เลื่อนลงมากลางกระโหลก เพดาน คอหอย จนกระทั่งถึงลิ้นปี่(ส่วนวิชาธรรมกายของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำเลื่อนลงมาที่ศูนย์กลางกายบริเวณสะดือแล้วยกจิตขึ้นมาสองนิ้ว)นี่แหละตรงนี้จุดเริ่มต้นกำเหนิดแห่งปัญญาญาณ ปราถณาจะรู้สิ่งไรก็เชิญเถอะครับตามสบาย จิตนะมันเหมือนกับลูกบอลแตะแรงๆแล้วมันจะกระเด้ง ให้แตะแต่เพียงแผ่วเบาทำอย่างนี้เรื่อยๆบ่อยๆเนืองๆแบบจริงๆจังๆแล้วจะประสพกับความอัศจรรย์ ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติเช่นนี้มันจริงแท้แน่นอนแนบแน่นแบบไม่ต้องไปถามใคร นี่ดูยากนักดูจนสับสนก็ใช้วิปัสนาดูพระเสียเลย คนนั้นตำราโน้นคนนี้ตำรานี้แบ่งแยกออกเป็นกลุ่มๆฟังแล้วเป็นออ ระ หันไปเลยคือหันไปฟังซ้ายทีขวาทีจนคอเคล็ดก็ไม่เข้าใจ ฟังพระพุทธะดีกว่าปฏิบัติตามหลักของพระพุทธเจ้าดีกว่าจริงแท้แน่นอน พระสมเด็จฯนี่เรารักนักชอบนักก็จับเอาเป็นนิมิตไปเลยสิ้นเรื่องจริงไม๊ นั่นแหละหลบจิตเข้าไปภายในกายนครของเรา กำหนดตรึกนึกถึงพระสมเด็จฯองค์สวยที่เรารักหลงไหลเข้าไปในฐานของจิต เข้าไปนั่งเพ่งพินิจพิจารณาเอาตามสบาย เผลอไผลจิตเกิดนิ่งดิ่งเข้าสู่ความสงบเข้าสู่เอตคัตตารมณ์ปฐมฌาณละทีนี้สนุกละ บุญอันมหาศาลกำเหนิดขึ้นแล้ว เจตจำนงค์ที่จะดูพระแท้เก๊กลับกลายเป็นผลพลอยได้เล็กน้อย มองเห็นขุนเขาที่กว้างใหญ่ภายใต้เส้นขนของนัยตา ทีนี้ต่อให้สิบลิ้น สิบปาก สิบเซียนว่าก็ไม่เท่าเรารู้เอง มีพ่อค้าผู้หนึ่งกล่าวว่า"ไม่ต้องส่องก็รู้ ดูสีก็ผิดแล้ว"เอาละซีทีนี้เราท่านจะว่าอย่างไรกัน ว่าไอ้พ่อค้าคนนี้เป็นเซียนโคตรเซียนไหม?แต่ผมว่ามันดูไม่เป็นหรอกตอบได้ทันทีเลย โดยแง่ของจิตวิทยาแบบพื้นฐานแล้วมันไม่กล้าดูนั่นเอง เอ้า!เราลองมานั่งคิดกันดูนะ สมมุติว่าพระองค์นี้เป็นพระแท้แน่นอนอยู่แล้วแต่ไปถูกล้างด้วยวิคซอล หรือน้ำส้มน้ำมะนาวแล้วแช่ด้วยทินเนอร์ แล้วยังมาถูกขัดถูกถูเข้าไปอีก จนสีผิดเพี้ยนขัดถูจนผิดรูปทรง พระองค์นี้แต่เดิมเป็นพระแท้แต่พอผ่านกรรมวิธีดังกล่าวแล้วจะกลับกลายเป็นพระเก๊ใช่ไม๊ ลองคิดกันดูนะมันน่าคิด นำพระไปให้พ่อค้าเขาดูเขาบอกอู๊ย!ผิดพิมพ์เนื้อไม่ใช่เอาละซีทีนี้ สกปรกวงการสกปรก สารพัดจะนึกคำด่าคำว่าเขาเลยละพ่อค้าเขาผิดตรงไหนเขาทำอะไรผิด หรือผิดที่คำพูดของเขาไม่ตรงกับใจของเรา หันกลับมาดูตัวเราเองแล้วถามว่าเอาพระไปให้เขาดูทำไม ดูก็เพื่ออยากจะทราบว่าเป็นพระแท้พระเก๊ใช่ไหม ส่วนใหญ่เลยนั้นหากรู้ว่าเป็นพระแท้แล้วก็จะขายเพราะเป็นพระที่มีราคาเล่นหากันสูงมาก ราคาของพระในหนังสือพระทั่วๆไปนั่นมันราคาขายของเขา ราคาซื้อเข้าของเขามันไม่สูงอย่างที่เราคิดหรอกครับ บางท่านรู้ว่ามาแรงแน่เขาก็ตีเก๊ม้วนเสื่อกลับไปเลยหมดเรื่อง เอาละซีทีนี้จะทำอย่างไรกันดีละเรา ง่ายนิดเดียวก็อย่านำไปขายซิครับ ต้นเหตุแห่งความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลมาจากคำว่าเงิน เงินที่ได้มาจากการนำพระสมเด็จฯไปขาย อ้าว!แล้วมันกงการอะไรของผมกันเล่าคนเขาอยากจะขายอยากจะซื้อกันไปยุ่งอะไรกับเขา เปล่า!บทความนี้ไม่ได้ว่าใครนะขอรับ รำพึงขึ้นเพื่อเตือนตนเอง หากจะเขียนต่อไปว่าไปตรงกันกับผู้ใดก็ขออภัยด้วย ก็ดูจะปัญญาอ่อนเกินไป เพราะมันตรงแน่ๆหนีความจริงจากนี้ไม่เป็น เรียกว่าหนีไม่เป็นแน่ๆนะขอรับ "ไอ๊ ฝ า ย เวทูแบ๊งคอก"มีอยู่ครั้งหนึ่งจะไปกราบนมัสการหลวงพ่อพุธ ฐานิโยวัดป่าสาลวันจ.นครราชสีมา เกิดหลงทางในตัวเมืองโคราชยิ่งวิ่งหาทางออกยิ่งหลงไปกันใหญ่ วนเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรรก็สนิทเลย เงียบสนิทเลยมีแต่บ้านไม่เห็นคนพอจะถามได้เลยซ๊ า กคนว่าที่นี่ที่ไหน บังเอิญไปเห็นฝรั่งวัยรุ่นชายหญิงคู่หนึ่งเดินสะพายเป้สวนทางมาในมือถือแผนที่ซะด้วย เอาละวะคนไทยถามฝรั่งหาทางกลับกรุงเทพฯ "ไอ๊ ฝาย เวทูแบ๊งคอก"อย่านึกว่าได้เรื่องนะครับหลังจากนั้นมันมาไฟแลปเลย ว่าเออ!ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าตู หลังจากวันนั้นจนวันนี้เวลามีการกระทำอะไรแบบโง่ๆแล้วมักจะนึกถึงประโยคนี้แหละ "ไอ๊ ฝาย"บ้านปู่่ย่าตาทวดของหมู่เฮาแต๊ๆก้า แต่หาทางกลับไม่เจอ           

               

 
[จำนวนการเข้าชม : 67,380 ครั้ง]
 
<< กลับไปหน้าก่อน..